7 วิธีดูแลสุขภาพเด็กทารกแรกเกิด สำหรับคุณแม่มือใหม่

การเป็นคุณแม่มือใหม่อาจทำให้รู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเด็กทารกแรกเกิด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนและสำคัญมากในชีวิตของทารก บทความนี้จะแนะนำ 7 วิธีสำคัญในการดูแลสุขภาพทารกแรกเกิด เพื่อให้คุณแม่มือใหม่สามารถดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ ถูกต้อง และปลอดภัย

1. การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างถูกวิธี

นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกแรกเกิด เนื่องจากมีสารอาหารครบถ้วนและภูมิคุ้มกันที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรก และสามารถให้ควบคู่กับอาหารเสริมตามวัยได้จนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้น

การให้นมแม่อย่างถูกวิธี

การให้นมแม่อย่างถูกวิธีจะช่วยให้ทารกได้รับนมอย่างเพียงพอและป้องกันปัญหาหัวนมแตก ควรให้ทารกอมหัวนมให้ลึกถึงลานนม ริมฝีปากของทารกควรบานออกคล้ายปากปลา และจมูกหันเข้าหาเต้านม เมื่อทารกดูดนมถูกต้อง คุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บหัวนม การให้นมแม่ควรให้บ่อยตามความต้องการของทารก โดยเฉลี่ยประมาณ 8-12 ครั้งต่อวัน

วิธีเพิ่มน้ำนม

คุณแม่ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และลดความเครียด นอกจากนี้ การให้ทารกดูดนมบ่อยๆ จะกระตุ้นการสร้างน้ำนมได้ดี หากมีปัญหาเกี่ยวกับการให้นมแม่ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือคลินิกนมแม่เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม

2. การดูแลสะดือทารกให้แห้งและสะอาด

การดูแลสะดือของทารกเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยทั่วไปสะดือจะหลุดเองภายใน 5-15 วันหลังคลอด ในระหว่างนี้จำเป็นต้องดูแลความสะอาดอย่างดีเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

วิธีทำความสะอาดสะดือ

ควรทำความสะอาดสะดือด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ 70% หรือตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเช็ดรอบโคนสะดือและตัวสะดือเบาๆ วันละ 2-3 ครั้ง หรือหลังอาบน้ำและเมื่อเปลี่ยนผ้าอ้อม ควรระวังไม่ให้สะดือเปียกน้ำ และเมื่ออาบน้ำทารกควรอาบแบบเช็ดตัวจนกว่าสะดือจะหลุด ไม่ควรแกะเลือดแห้งที่สะดือ เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบได้

สัญญาณผิดปกติที่ควรพาไปพบแพทย์

หากสังเกตพบอาการต่อไปนี้ ควรพาทารกไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ มีเลือดหรือหนองไหลออกจากสะดือ มีกลิ่นเหม็น สะดือและผิวหนังโดยรอบแดง บวม ร้อน หรือทารกมีอาการไข้ ซึมลง ไม่ดูดนม ร้องกวนมากกว่าปกติ เนื่องจากอาจเกิดการติดเชื้อที่สะดือซึ่งอาจลุกลามเป็นอันตรายได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

3. การอาบน้ำและทำความสะอาดร่างกายทารก

การอาบน้ำและทำความสะอาดร่างกายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทารกแรกเกิด แต่ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำทุกวัน เพราะอาจทำให้ผิวแห้ง โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์แรกหรือจนกว่าสะดือจะหลุด สัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ ส่วนวันที่ไม่ได้อาบน้ำ อาจใช้วิธีเช็ดตัวบริเวณซอกคอ รักแร้ ข้อพับ และอวัยวะเพศ

ขั้นตอนการอาบน้ำทารกอย่างปลอดภัย

เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนอาบน้ำทารก ได้แก่ อ่างอาบน้ำขนาดเล็ก ผ้าขนหนูนุ่ม น้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส สบู่อ่อนสำหรับเด็ก เสื้อผ้า ผ้าอ้อม ผ้าเช็ดตัว และแชมพูสูตรอ่อนโยน ระหว่างอาบน้ำต้องจับทารกให้มั่นคง ใช้มือหนึ่งประคองทารกตลอดเวลา อาบน้ำให้เร็ว ไม่ควรเกิน 5-10 นาที เพื่อป้องกันการเสียความร้อน ควรเริ่มอาบจากส่วนที่สะอาดไปส่วนที่สกปรก และควรล้างสบู่ออกให้หมดเพื่อป้องกันการระคายเคืองผิว

การดูแลผิวและผมของทารก

ผิวของทารกบอบบางและแพ้ง่าย ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสารระคายเคืองและน้ำหอม หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือครีมเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว ส่วนการสระผมควรทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนสำหรับทารกโดยเฉพาะ หลังสระควรหวีผมเบาๆ ด้วยหวีขนอ่อนเพื่อป้องกันคราบนมนูนที่ศีรษะ

4. การป้องกันและดูแลผื่นผ้าอ้อม

ผื่นผ้าอ้อมเป็นปัญหาที่พบบ่อยในทารกแรกเกิด เกิดจากผิวบริเวณก้นสัมผัสกับความชื้น ปัสสาวะ อุจจาระ และการเสียดสีเป็นเวลานาน ทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองและอักเสบ ผื่นมักมีลักษณะเป็นรอยแดง บางครั้งอาจมีตุ่มน้ำหรือแผลถลอกร่วมด้วย

การป้องกันการเกิดผื่นผ้าอ้อม

การป้องกันผื่นผ้าอ้อมทำได้โดยเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเปียกหรือมีอุจจาระ ควรเปลี่ยนทุก 2-3 ชั่วโมงหรือทันทีที่ทารกขับถ่าย ทำความสะอาดบริเวณก้นด้วยน้ำสะอาดหรือผ้าเช็ดสำหรับทารก เช็ดเบาๆ ไม่ถูแรงเพื่อป้องกันการระคายเคือง และควรปล่อยให้ผิวบริเวณก้นแห้งสนิทก่อนใส่ผ้าอ้อมชิ้นใหม่ สามารถทาครีมป้องกันผื่นผ้าอ้อมบางๆ เพื่อสร้างชั้นป้องกัน และควรให้ทารกได้นอนโดยไม่ใส่ผ้าอ้อมวันละ 10-15 นาทีเพื่อให้ผิวได้สัมผัสอากาศ

การรักษาเมื่อเกิดผื่นผ้าอ้อม

หากเกิดผื่นแล้ว ควรทำความสะอาดด้วยน้ำอุ่นแทนผ้าเปียกสำเร็จรูป ซับให้แห้งเบาๆ ทาครีมผื่นผ้าอ้อมที่มีส่วนผสมของซิงค์ออกไซด์หรือปิโตรเลียมเจลลี่ และเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยขึ้น หากผื่นไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 วัน มีตุ่มหนอง มีแผล หรือทารกมีอาการร้องกวนมากควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาจเกิดจากการติดเชื้อราหรือแบคทีเรียซึ่งต้องการการรักษาเฉพาะ

5. การดูแลระบบทางเดินหายใจและป้องกันการติดเชื้อ

ทารกแรกเกิดมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูฝน การดูแลระบบทางเดินหายใจจึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่คุณแม่มือใหม่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ

การป้องกันการติดเชื้อในทารก

การป้องกันการติดเชื้อทำได้โดยหลีกเลี่ยงการพาทารกไปในที่แออัดหรือมีผู้คนมาก โดยเฉพาะในช่วง 2-3 เดือนแรก จำกัดการสัมผัสกับผู้ที่มีอาการไข้หวัดหรือป่วยด้วยโรคติดต่อ คนที่จะอุ้มหรือสัมผัสทารกควรล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง ควรเลี้ยงทารกในห้องที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีฝุ่น ควัน หรือมลพิษ และไม่ควรสูบบุหรี่ในบ้านหรือใกล้ทารก

สัญญาณผิดปกติที่ต้องพบแพทย์

หากทารกมีอาการต่อไปนี้ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที ได้แก่ มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือน หายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที หรือหายใจลำบาก มีอาการซึม ไม่ค่อยตอบสนอง ไม่ยอมดูดนม มีอาการไอรุนแรงหรือต่อเนื่อง มีน้ำมูกมาก หรือมีเสียงหวีดขณะหายใจ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อทางเดินหายใจที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

6. การดูแลอุณหภูมิร่างกายทารก

ทารกแรกเกิดยังไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิร่างกายได้ดีเท่าผู้ใหญ่ ทำให้เสี่ยงต่อภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำหรือสูงเกินไปได้ง่าย อุณหภูมิร่างกายปกติของทารกอยู่ที่ประมาณ 36.5-37.5 องศาเซลเซียส การดูแลอุณหภูมิร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ปกติจึงมีความสำคัญมาก

การแต่งกายให้เหมาะสมกับอุณหภูมิ

ควรแต่งกายให้ทารกตามอุณหภูมิของสภาพแวดล้อม โดยทั่วไปควรให้ทารกใส่เสื้อผ้ามากกว่าผู้ใหญ่หนึ่งชั้น ในที่อากาศเย็น ควรสวมหมวก ถุงมือ และถุงเท้าเพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อนจากศีรษะและปลายมือปลายเท้า ในที่อากาศร้อน ควรสวมเสื้อผ้าบางเบา ระบายอากาศได้ดี และอาจใช้พัดลมช่วยระบายอากาศ แต่ไม่ควรให้ลมเป่าตรงตัวทารกโดยตรง

การวัดและสังเกตอุณหภูมิร่างกาย

คุณแม่ควรมีเทอร์โมมิเตอร์สำหรับทารกไว้ที่บ้าน และควรรู้วิธีวัดอุณหภูมิที่ถูกต้อง โดยอาจวัดทางรักแร้หรือทางทวารหนักตามคำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ ยังสามารถสังเกตอาการของทารกร่วมด้วย หากทารกมีอาการซึม เหงื่อออกมาก ตัวเย็น ไม่ดูดนม หรือหายใจเร็ว อาจบ่งชี้ถึงปัญหาเกี่ยวกับอุณหภูมิร่างกาย ควรวัดอุณหภูมิและปรึกษาแพทย์ทันทีหากพบความผิดปกติ

7. การพาทารกไปตรวจสุขภาพและรับวัคซีนตามกำหนด

การพาทารกไปตรวจสุขภาพและรับวัคซีนตามกำหนดเป็นสิ่งสำคัญมากในการดูแลสุขภาพทารกแรกเกิด เนื่องจากช่วยในการตรวจคัดกรองโรคต่างๆ ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และป้องกันโรคติดเชื้อร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้

ตารางการตรวจสุขภาพทารก

โดยทั่วไป ทารกแรกเกิดควรได้รับการตรวจสุขภาพครั้งแรกภายใน 1-2 สัปดาห์หลังคลอด หลังจากนั้นจะมีการนัดตรวจตามช่วงอายุต่างๆ เช่น 1 เดือน, 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน, 9 เดือน และ 1 ปี การตรวจสุขภาพจะรวมถึงการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดรอบศีรษะ ตรวจพัฒนาการ และตรวจร่างกายทั่วไป หากพบความผิดปกติจะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ตารางการรับวัคซีนสำหรับทารก

ทารกแรกเกิดในประเทศไทยจะได้รับวัคซีนตามตารางสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข โดยเริ่มตั้งแต่แรกเกิดด้วยวัคซีน BCG (ป้องกันวัณโรค) และวัคซีนตับอักเสบบี เมื่ออายุ 2 เดือนจะได้รับวัคซีนรวม 5 โรค (คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ตับอักเสบบี และฮิบ) วัคซีนโปลิโอ และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ และจะมีการฉีดวัคซีนเพิ่มเติมตามช่วงอายุที่กำหนด คุณแม่ควรพาทารกไปรับวัคซีนตามนัดทุกครั้ง และควรเก็บสมุดบันทึกการรับวัคซีนไว้อย่างดี

การดูแลสุขภาพทารกแรกเกิดเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญของคุณแม่มือใหม่ การเข้าใจและปฏิบัติตามคำแนะนำในการดูแลทารกอย่างถูกต้องจะช่วยให้ลูกน้อยเติบโตอย่างแข็งแรงและมีพัฒนาการที่ดี หากมีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของทารก ไม่ควรลังเลที่จะปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ เพราะการดูแลสุขภาพที่ดีตั้งแต่แรกเกิดจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับสุขภาพที่ดีในระยะยาวของลูกน้อย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Related Post

การดูแลสุขภาพจิตเด็กในยุคดิจิทัล

การดูแลสุขภาพจิตเด็กในยุคดิจิทัลการดูแลสุขภาพจิตเด็กในยุคดิจิทัล

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน เด็กและเยาวชนกำลังเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจากคนรุ่นก่อนอย่างสิ้นเชิง สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และอินเทอร์เน็ตกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ในขณะที่เทคโนโลยีเหล่านี้มอบประโยชน์มากมายในแง่ของการเรียนรู้และการเชื่อมต่อ แต่ก็นำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ต่อสุขภาพจิตของเด็ก พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กจำเป็นต้องเข้าใจผลกระทบของโลกดิจิทัลและเรียนรู้วิธีการสนับสนุนสุขภาพจิตของเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะนำเสนอแนวทางการดูแลสุขภาพจิตเด็กในยุคดิจิทัล เพื่อให้เด็กสามารถเติบโตอย่างมีความสุขและมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงท่ามกลางความท้าทายของโลกเทคโนโลยี ผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลต่อสุขภาพจิตเด็ก การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากเกินไปส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิตของเด็ก การศึกษาหลายชิ้นพบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้หน้าจออย่างมากกับอาการซึมเศร้า วิตกกังวล และปัญหาการนอนในเด็ก โซเชียลมีเดียโดยเฉพาะสามารถสร้างความกดดันทางสังคมและการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น ซึ่งส่งผลต่อความภาคภูมิใจในตนเอง นอกจากนี้ การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ก็เป็นปัญหาที่พบมากขึ้นและส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพจิตของเด็ก การเสพติดเกมและสื่อดิจิทัลยังทำให้เด็กแยกตัวจากสังคมจริง ลดการมีปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้า และขาดทักษะทางสังคมที่สำคัญ การรับรู้เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมหรือรุนแรงก็สามารถส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางอารมณ์และการรับรู้โลกของเด็กได้เช่นกัน ผู้ปกครองจึงควรตระหนักถึงสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดจากการใช้เทคโนโลยีมากเกินไป การสร้างสมดุลในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การกำหนดขอบเขตและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ผู้ปกครองควรกำหนดเวลาการใช้หน้าจอที่เหมาะสมตามช่วงอายุของเด็ก

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับไวรัส RSV ในหน้าฝนที่อาจทำให้คุณประมาทจนลูกน้อยอาการหนัก

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับไวรัส RSV ในหน้าฝนที่อาจทำให้คุณประมาทจนลูกน้อยอาการหนักความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับไวรัส RSV ในหน้าฝนที่อาจทำให้คุณประมาทจนลูกน้อยอาการหนัก

ไวรัส RSV กับความเข้าใจผิดที่ส่งผลต่อสุขภาพเด็กในหน้าฝน ไวรัส RSV หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่อากาศชื้นและเย็นลง การติดเชื้อไวรัสนี้สามารถก่อให้เกิดอาการไข้ ไอบ่อย น้ำมูกไหล และในกรณีรุนแรงอาจเป็นโรคปอดอักเสบหรือหลอดลมอักเสบเฉียบพลันได้ ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับไวรัส RSV มักทำให้ผู้ปกครองประมาทและทำให้เด็กมีอาการหนักขึ้นได้ บทความนี้จะชี้แจงความเข้าใจผิดเหล่านั้น พร้อมนำเสนอข้อเท็จจริงและข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อเสริมสร้างการดูแลที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่ไวรัสระบาดมากที่สุด ไวรัส RSV คืออะไรและลักษณะสำคัญของการแพร่ระบาด ไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ สามารถทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจในเด็กทารกและเด็กเล็กได้ง่าย

เลิกให้ลูกกินยาปฏิชีวนะมั่วซั่วเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่เพราะกำลังทำลายสุขภาพระยะยาว

เลิกให้ลูกกินยาปฏิชีวนะมั่วซั่วเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่เพราะกำลังทำลายสุขภาพระยะยาวเลิกให้ลูกกินยาปฏิชีวนะมั่วซั่วเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่เพราะกำลังทำลายสุขภาพระยะยาว

ผลกระทบของการให้ลูกกินยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมในระยะยาว การบำบัดไข้หวัดใหญ่ด้วยยาปฏิชีวนะในเด็กเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าสามารถช่วยบรรเทาอาการและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ แต่แท้จริงแล้วยาปฏิชีวนะไม่มีประสิทธิภาพต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่และการใช้ผิดวิธีอาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะในเด็ก ซึ่งมีภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การหยุดให้ยาปฏิชีวนะอย่างมั่วซั่วจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและปัญหาสุขภาพในอนาคต สถิติล่าสุดจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยทั่วโลกกว่า 700,000 คนต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การพิสูจน์ว่าไข้หวัดใหญ่มีสาเหตุจากไวรัสซึ่งไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะทำให้แพทย์แนะนำการรักษาด้วยวิธีอื่นที่เหมาะสมแทน การให้ความรู้แก่ผู้ปกครองจึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดการใช้ยาที่ไม่จำเป็นและรักษาสุขภาพของลูกในระยะยาว การใช้ยาปฏิชีวนะในเด็ก: ความหมายและผลกระทบ ยาปฏิชีวนะ หมายถึง กลุ่มยาเคมีที่ใช้ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย เพื่อบรรเทาและรักษาโรคติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆ แต่ไม่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดร.สมชาย พงษ์พิทยา นักภูมิคุ้มกันวิทยาจากโรงพยาบาลศิริราชอธิบายว่า “การใช้ยาปฏิชีวนะในเด็กโดยไม่จำเป็น นอกจากจะไม่ช่วยให้เด็กหายป่วยเร็วขึ้น