การดูแลสุขภาวะเด็กแบบองค์รวมด้วยการสร้างกิจวัตรที่เหมาะสมกับวัยและพัฒนาการ

สุขภาวะเด็กกับกิจวัตรตามวัย: แนวทางดูแลสุขภาพกาย ใจ และพัฒนาการอย่างรอบด้าน

สุขภาวะเด็กแบบองค์รวมหมายถึงภาวะที่เด็กมีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงการไม่มีโรค การสร้างกิจวัตรประจำวันที่เหมาะกับวัย เช่น เวลานอนที่เพียงพอ อาหารที่หลากหลาย การเล่น การเคลื่อนไหว และช่วงเวลาพักผ่อน ช่วยให้เด็กคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้น รู้สึกมั่นคง และฝึกทักษะดูแลตนเอง องค์การอนามัยโลกกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวสำหรับเด็กเล็กโดยพิจารณาร่วมกันทั้งกิจกรรมทางกาย การนั่งนิ่ง และการนอน จึงควรวางกิจวัตรให้สมดุล ไม่เน้นด้านใดด้านหนึ่งจนละเลยด้านอื่น ทั้งนี้ ตารางที่เหมาะสมต้องปรับตามอายุ สุขภาพ พัฒนาการ และบริบทของครอบครัว

ความหมายและหลักการของกิจวัตรที่ส่งเสริมสุขภาวะเด็กแบบองค์รวม

องค์การอนามัยโลกอธิบายสุขภาพว่าเป็นภาวะความสมบูรณ์ทางกาย จิตใจ และสังคม ไม่ใช่เพียงการปราศจากโรคหรือความทุพพลภาพ เมื่อนำแนวคิดนี้มาใช้กับเด็ก การดูแลแบบองค์รวมจึงครอบคลุมการเติบโตและโภชนาการ ความปลอดภัยทางอารมณ์ ความสัมพันธ์กับผู้อื่น การเล่น และโอกาสเรียนรู้ กิจวัตรคือรูปแบบกิจกรรมที่เกิดซ้ำอย่างสม่ำเสมอในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยให้เด็กเข้าใจลำดับเหตุการณ์และค่อย ๆ มีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง

กิจวัตรที่ดีไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดเหมือนตารางเวลาในโรงเรียน แต่ควรมีจุดยึดที่สม่ำเสมอ เช่น เวลาตื่น มื้ออาหาร เวลาเล่น และช่วงเตรียมเข้านอน ผู้ดูแลอาจปรับเวลาเมื่อเด็กเจ็บป่วย เดินทาง หรือมีความต้องการเฉพาะ โดยรักษาลำดับและความรู้สึกปลอดภัยเป็นหลัก

กิจวัตรช่วยสร้างความมั่นคงและการกำกับตนเอง

เมื่อเด็กพอคาดการณ์ได้ว่ากิจกรรมใดจะตามมา เด็กมักเปลี่ยนผ่านระหว่างกิจกรรมได้ง่ายขึ้น และมีโอกาสฝึกการรอ การเลือก และการควบคุมอารมณ์ ผู้ดูแลช่วยได้ด้วยการบอกล่วงหน้า ใช้คำพูดสั้นและชัด หรือใช้สัญญาณที่เข้าใจง่าย เช่น เพลงเก็บของก่อนอาบน้ำ ทั้งนี้ เด็กแต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน จึงควรสังเกตและปรับวิธีมากกว่าคาดหวังให้ทำตามตารางได้สมบูรณ์ทุกวัน

ความสม่ำเสมอควรยืดหยุ่นตามพัฒนาการ

ความสม่ำเสมอหมายถึงการรักษารูปแบบที่เด็กเข้าใจ ไม่ได้หมายถึงการบังคับเวลาให้ตรงนาที เด็กเล็กอาจต้องการการช่วยเหลือมาก ขณะที่เด็กโตสามารถร่วมวางแผนและรับผิดชอบบางขั้นตอนได้ หากกิจวัตรทำให้เด็กเครียดเกินไป รบกวนการกิน การนอน หรือการเล่น ควรทบทวนความคาดหวังและปรึกษาบุคลากรสุขภาพเมื่อมีข้อกังวลต่อเนื่อง

การจัดกิจวัตรสุขภาวะเด็กตามวัยและพัฒนาการ

แนวทางตามวัยเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับวางแผน ไม่ใช่ข้อกำหนดเดียวสำหรับเด็กทุกคน เด็กที่คลอดก่อนกำหนด มีภาวะสุขภาพเฉพาะ หรือมีความแตกต่างด้านพัฒนาการ อาจต้องใช้คำแนะนำเฉพาะบุคคล ตารางต่อไปนี้สรุปแนวทางหลัก โดยควรพิจารณาร่วมกับคำแนะนำของกุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเด็ก

ทารก: การตอบสนองต่อสัญญาณและจังหวะการนอน

สำหรับทารก กิจวัตรควรยึดการตอบสนองต่อสัญญาณหิว ง่วง และต้องการความใกล้ชิด มากกว่าการกำหนดตารางตายตัว การให้นม การอุ้ม พูดคุย และเล่นอย่างอ่อนโยนช่วยสร้างความสัมพันธ์และสนับสนุนการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัส สำหรับการนอน แนวทางการนอนอย่างปลอดภัยของหน่วยงานสาธารณสุขแนะนำให้วางทารกนอนหงายบนพื้นนอนที่แน่น เรียบ และไม่มีหมอน ผ้านวม หรือของนุ่มที่อาจเสี่ยงต่อการหายใจติดขัด ผู้ดูแลควรปรึกษาบุคลากรสุขภาพเกี่ยวกับการนอนและการให้อาหารตามอายุและสุขภาพของทารก

เด็กวัยหัดเดินและก่อนวัยเรียน: เล่น เคลื่อนไหว และพักผ่อน

สำหรับเด็กอายุหนึ่งถึงสี่ปี การเล่นเป็นทั้งการเคลื่อนไหว การเรียนรู้ภาษา และการฝึกเข้าสังคม องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าเด็กอายุหนึ่งถึงสองปีควรมีกิจกรรมทางกายหลากหลายรวมอย่างน้อย ๑๘๐ นาทีตลอดวัน ส่วนเด็กอายุสามถึงสี่ปีควรมีกิจกรรมทางกายอย่างน้อย ๑๘๐ นาที โดยอย่างน้อย ๖๐ นาทีเป็นกิจกรรมระดับปานกลางถึงหนัก กระจายตลอดวันตามความสามารถของเด็ก

แนวทางเดียวกันระบุว่าเด็กอายุหนึ่งถึงสองปีควรนอนรวม ๑๑–๑๔ ชั่วโมงต่อวัน รวมการงีบหลับ และเด็กอายุสามถึงสี่ปีควรนอนรวม ๑๐–๑๓ ชั่วโมง รวมการงีบหลับ โดยควรรักษาเวลานอนและตื่นให้สม่ำเสมอ เด็กอายุต่ำกว่าสองปีไม่ควรใช้เวลาหน้าจอแบบนั่งดู ส่วนเด็กอายุสองถึงสี่ปีควรจำกัดเวลาหน้าจอแบบนั่งดูไม่เกินหนึ่งชั่วโมงต่อวัน และยิ่งน้อยยิ่งดี ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อแนะนำด้านสาธารณสุข ไม่ใช่เครื่องมือวินิจฉัยความผิดปกติของเด็กแต่ละคน

เด็กวัยเรียน: สมดุลระหว่างการเรียน การนอน และเวลาว่าง

เด็กวัยเรียนควรมีกิจวัตรที่เปิดโอกาสให้เรียน เล่น ออกกำลังกาย รับประทานอาหาร และพักผ่อนอย่างสมดุล องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เด็กและวัยรุ่นอายุห้าถึงสิบเจ็ดปีมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักเฉลี่ยอย่างน้อย ๖๐ นาทีต่อวันตลอดสัปดาห์ โดยเน้นกิจกรรมแบบแอโรบิก และมีกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูกอย่างน้อยสามวันต่อสัปดาห์

คำแนะนำเรื่องการนอนของสถาบันกุมารเวชศาสตร์อเมริกันระบุว่า เด็กอายุหกถึงสิบสองปีควรนอน ๙–๑๒ ชั่วโมงต่อวัน และวัยรุ่นอายุสิบสามถึงสิบแปดปีควรนอน ๘–๑๐ ชั่วโมงต่อวัน การมีเวลาปิดหน้าจอก่อนเข้านอนและกิจกรรมผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือหรือพูดคุยกับผู้ดูแล อาจช่วยให้การเปลี่ยนเข้าสู่เวลานอนเป็นไปอย่างสงบ

องค์ประกอบสำคัญของกิจวัตรสุขภาวะเด็ก

หลังจากพิจารณาความเหมาะสมตามวัยแล้ว ผู้ดูแลสามารถจัดกิจวัตรโดยเชื่อมโยงด้านต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่น การรับประทานอาหารเป็นเวลาเปิดโอกาสให้เด็กฝึกทักษะช่วยเหลือตนเอง ขณะที่การเล่นกลางแจ้งสนับสนุนทั้งการเคลื่อนไหว อารมณ์ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

การนอนและการพักผ่อน

การนอนเป็นส่วนสำคัญของการเจริญเติบโต การเรียนรู้ และการควบคุมอารมณ์ ผู้ดูแลควรสร้างช่วงก่อนนอนที่สงบและคาดเดาได้ เช่น ทำความสะอาดร่างกาย อ่านนิทาน และปิดไฟในลำดับเดิม หากเด็กกรนเสียงดัง หยุดหายใจขณะหลับ ง่วงมากผิดปกติ หรือมีปัญหาการนอนต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์ ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการใช้ยาโดยไม่มีคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ

โภชนาการและมื้ออาหารร่วมกัน

กิจวัตรมื้ออาหารที่เหมาะสมช่วยให้เด็กคุ้นเคยกับอาหารหลากหลายและฝึกสังเกตความหิวกับความอิ่ม ผู้ดูแลควรจัดอาหารให้เหมาะกับวัย มีความหลากหลาย และคำนึงถึงความปลอดภัย เช่น ขนาดชิ้นอาหารและความเสี่ยงต่อการสำลัก ควรหลีกเลี่ยงการบังคับกินหรือใช้ขนมเป็นรางวัลเป็นประจำ และปรึกษาบุคลากรสุขภาพหากเด็กเติบโตไม่ตามเกณฑ์ มีข้อจำกัดด้านอาหาร หรือมีปัญหาการกินที่ต่อเนื่อง

การเล่น การเคลื่อนไหว และการเรียนรู้

การเล่นที่เหมาะกับวัยเปิดโอกาสให้เด็กทดลอง แก้ปัญหา สื่อสาร และสร้างความสัมพันธ์ กิจกรรมไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ราคาแพง การเดินเล่น เต้นตามเพลง ต่อบล็อก วาดภาพ หรือเล่นสมมติร่วมกับผู้ดูแลก็ช่วยส่งเสริมพัฒนาการได้ ควรสลับกิจกรรมที่ใช้พลังงานกับช่วงพัก และจัดพื้นที่ให้ปลอดภัยตามความสามารถของเด็ก

ความสัมพันธ์ทางอารมณ์และทักษะสังคม

กิจวัตรที่มีเวลาพูดคุย รับฟัง และเล่นร่วมกันช่วยให้เด็กได้รับความสนใจอย่างอบอุ่น ผู้ดูแลสามารถตั้งชื่ออารมณ์และช่วยเด็กหาวิธีรับมือ เช่น หายใจช้า ๆ ขอความช่วยเหลือ หรือพักจากกิจกรรม การตอบสนองอย่างสม่ำเสมอไม่ได้หมายถึงการตามใจทุกเรื่อง แต่คือการรับรู้อารมณ์ของเด็กพร้อมกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนและเหมาะสม

วิธีสร้างกิจวัตรที่ใช้ได้จริงในครอบครัว

กิจวัตรที่ยั่งยืนควรสอดคล้องกับชีวิตจริงของครอบครัวและให้เด็กมีส่วนร่วมตามวัย การเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ มักทำได้ง่ายกว่าการปรับทุกเรื่องพร้อมกัน

  1. เลือกจุดยึดสำคัญเพียงไม่กี่ช่วง เช่น เวลาตื่น มื้อเย็น และการเตรียมเข้านอน
  2. เรียงกิจกรรมให้เห็นลำดับชัดเจน และบอกเด็กก่อนเปลี่ยนกิจกรรม
  3. ให้เด็กเลือกได้ในขอบเขตที่ผู้ดูแลยอมรับ เช่น เลือกหนังสือก่อนนอนหนึ่งเล่ม
  4. สังเกตการนอน อารมณ์ ความอยากอาหาร และพลังงานของเด็ก แล้วปรับกิจวัตรตามข้อมูลที่เห็น
  5. ประสานผู้ดูแลคนอื่นให้ใช้แนวทางใกล้เคียงกัน โดยไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันทุกประการ

ตัวอย่างเช่น ครอบครัวที่มีเด็กวัยก่อนเรียนอาจจัดช่วงหลังกลับบ้านเป็นเวลาของว่าง เล่นอย่างอิสระ รับประทานอาหารเย็น อาบน้ำ อ่านนิทาน และเข้านอน ลำดับนี้ปรับได้ตามวันทำงานหรือสภาพอากาศ แต่การบอกเด็กว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างเข้าใจง่ายขึ้น ตัวอย่างดังกล่าวเป็นเพียงแนวทาง ไม่ใช่ตารางมาตรฐานสำหรับทุกครอบครัว

สัญญาณที่ควรทบทวนกิจวัตรและขอคำแนะนำ

กิจวัตรควรสนับสนุนเด็ก ไม่ใช่เพิ่มความตึงเครียด หากเด็กเหนื่อยล้าต่อเนื่อง หงุดหงิดมากขึ้น กินหรือหลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หรือไม่สามารถร่วมกิจกรรมตามวัยได้ ควรพิจารณาว่าตารางแน่นเกินไปหรือมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับการเติบโต พัฒนาการ การนอน หรือสุขภาพจิต ควรปรึกษากุมารแพทย์ พยาบาล หรือผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการ การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญมีความสำคัญกว่าการเปรียบเทียบเด็กกับเพื่อนวัยเดียวกันเพียงอย่างเดียว

สรุป: กิจวัตรที่ยืดหยุ่นคือฐานของสุขภาวะเด็กแบบองค์รวม

การดูแลสุขภาวะเด็กแบบองค์รวมเริ่มจากการมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างร่างกาย อารมณ์ สังคม และการเรียนรู้ กิจวัตรที่เหมาะสมตามวัยควรสร้างจังหวะที่มั่นคงสำหรับการนอน อาหาร การเล่น การเคลื่อนไหว และความสัมพันธ์ พร้อมยืดหยุ่นตามความต้องการของเด็กและครอบครัว ข้อแนะนำด้านกิจกรรมทางกายและการนอนขององค์การอนามัยโลกและสถาบันกุมารเวชศาสตร์อเมริกันช่วยเป็นกรอบอ้างอิง แต่ไม่ทดแทนคำแนะนำเฉพาะบุคคล ผู้ดูแลสามารถเริ่มจากจุดยึดเล็ก ๆ สังเกตผล และปรับร่วมกับเด็ก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย อบอุ่น และเอื้อต่อการเติบโต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • องค์การอนามัยโลก. แนวทางกิจกรรมทางกาย พฤติกรรมเนือยนิ่ง และการนอนสำหรับเด็กอายุต่ำกว่าห้าปี พ.ศ. ๒๕๖๒
  • องค์การอนามัยโลก. แนวทางกิจกรรมทางกายและพฤติกรรมเนือยนิ่ง พ.ศ. ๒๕๖๓
  • สถาบันกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน. คำแนะนำระยะเวลาการนอนสำหรับเด็กและวัยรุ่น พ.ศ. ๒๕๕๙
  • สถาบันกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน. คำแนะนำการนอนอย่างปลอดภัยสำหรับทารก

Related Post

ทำไมการปล่อยให้ลูกเลอะเทอะกลางแจ้งถึงเป็นวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่เงินซื้อไม่ได้

ทำไมการปล่อยให้ลูกเลอะเทอะกลางแจ้งถึงเป็นวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่เงินซื้อไม่ได้ทำไมการปล่อยให้ลูกเลอะเทอะกลางแจ้งถึงเป็นวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่เงินซื้อไม่ได้

การปล่อยให้ลูกเลอะเทอะกลางแจ้ง: วัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดที่เงินซื้อไม่ได้ การปล่อยให้เด็ก ๆ ได้เล่นและเลอะเทอะกับสิ่งแวดล้อมธรรมชาติกลางแจ้ง คือการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่มีคุณค่าเกินกว่าจะซื้อได้ด้วยเงิน นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเด็กหลายท่านชี้ว่าการสัมผัสกับเชื้อโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ จากสิ่งแวดล้อมจริง ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งบทความนี้จะอธิบายถึงสาเหตุว่าทำไมการปล่อยให้ลูกเลอะเทอะกลางแจ้งจึงเป็นวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด พร้อมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลสถิติ และการวิเคราะห์ข้อดีในมุมมองต่าง ๆ คำจำกัดความและความสำคัญของการปล่อยให้ลูกเลอะเทอะกลางแจ้ง ดร.ไมเคิล คอนเนอร์ (Dr. Michael Conner) นักภูมิคุ้มกันวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ให้คำนิยามการปล่อยให้เด็กเลอะเทอะกลางแจ้งว่าเป็น “การเปิดโอกาสให้เด็กได้สัมผัสกับเชื้อโรคธรรมชาติและสิ่งสกปรกที่มีประโยชน์ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ร่างกายได้เรียนรู้และพัฒนาเซลล์ป้องกันโรคอย่างเหมาะสม” จากงานวิจัยพบว่าเด็กที่มีโอกาสเล่นนอกบ้านกับสิ่งแวดล้อมหลากหลายชนิดจะมีความเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด และโรคติดเชื้อเรื้อรังน้อยกว่ากลุ่มที่ถูกจำกัดกิจกรรมในบ้านอย่างเคร่งครัด

การรักษาโรคมะเร็งในเด็ก

การยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคมะเร็งในเด็กไทยการยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคมะเร็งในเด็กไทย

โรคมะเร็งในเด็กถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย แม้จะพบได้น้อยกว่ามะเร็งในผู้ใหญ่ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก ครอบครัว และสังคมมีความรุนแรงอย่างยิ่ง ในแต่ละปีมีเด็กไทยป่วยเป็นมะเร็งประมาณ 1,000 รายใหม่ โดยมะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งสมอง และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด การรักษามะเร็งในเด็กมีความซับซ้อนและต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมถึงทรัพยากรทางการแพทย์ที่เพียงพอ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังพัฒนาระบบการดูแลรักษาเด็กป่วยมะเร็งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังคงมีความท้าทายในหลายด้าน บทความนี้จะกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ความท้าทาย และแนวทางการยกระดับมาตรฐานการรักษาโรคมะเร็งในเด็กไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ สถานการณ์ปัจจุบันของโรคมะเร็งในเด็กไทย โรคมะเร็งในเด็กไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่า อัตราการเกิดโรคมะเร็งในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีอยู่ที่ประมาณ 150 รายต่อประชากรเด็กล้านคน ชนิดของมะเร็งที่พบมากที่สุดคือมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ร้อยละ 30-40) รองลงมาคือมะเร็งสมองและระบบประสาทส่วนกลาง

สุขภาพจิตเด็กเรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่หลายคนอาจเพิ่งเริ่มสังเกตเมื่อปัญหาชัดขึ้น

สุขภาพจิตเด็กเรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่หลายคนอาจเพิ่งเริ่มสังเกตเมื่อปัญหาชัดขึ้นสุขภาพจิตเด็กเรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่หลายคนอาจเพิ่งเริ่มสังเกตเมื่อปัญหาชัดขึ้น

สุขภาพจิตเด็กเรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่หลายคนอาจเพิ่งเริ่มสังเกตเมื่อปัญหาชัดขึ้น สุขภาพจิตเด็ก คือ ภาวะทางจิตใจที่สะท้อนความสมดุลระหว่างอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของเด็ก ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของการเจริญเติบโตและพัฒนาการโดยรวมของเด็ก แต่ในปัจจุบัน ปัญหาสุขภาพจิตเด็กกลับเป็นเรื่องที่พ่อแม่หลายคนอาจไม่ทันสังเกตหรือรับรู้ จนกระทั่งปัญหาชัดเจนและมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สถิติจากองค์การอนามัยโลกปี 2021 พบว่า เด็กและวัยรุ่นทั่วโลกประมาณ 10-20% เผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตในระดับต่าง ๆ และโรคเหล่านี้มักไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสังเกตและเข้าใจสุขภาพจิตเด็กในครอบครัว การกำหนดสุขภาพจิตเด็กอย่างชัดเจน สุขภาพจิตเด็ก คือ ภาวะที่เด็กมีความสามารถในการรับมือกับความเครียด ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม และแสดงออกอย่างเหมาะสมตามวัย ดร.นพ.โพธิ์ศรี ลี้สุวรรณ แพทย์เฉพาะทางจิตเวชเด็กและวัยรุ่น เชื่อว่า “สุขภาพจิตคือความสมดุลระหว่างปัจจัยทางชีวภาพ